Posts Tagged ‘วันโลกแตก’

2012 วันสิ้นโลก

November 26th, 2009

2012 วันสิ้นโลก

จากตัวอย่างหนังที่ดูแล้วถึงกับ “ขนลุก” ในความยิ่งใหญ่ และสมจริงของฉาก “หายนะ” ที่ได้ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่ไปเรียบร้อย เชื่อเหลือเกินว่า 2012 จะต้องเป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่หลายๆ คนรอคอยอย่างแน่นอน แต่สำหรับใครที่ยังสงสัยว่า “วันสิ้นโลก” จะเกิดขึ้นจริงตามคำทำนายหรือเปล่า? และถ้าเกิดขึ้นจริง โลกจะพบกับจุดจบอย่างไร? อยากรู้ไปดูกันเลย…

ที่ผ่านมามีคำทำนาย และทฤษฎีต่างๆ ที่ว่าด้วยการ ดับสลายของโลก เล่าขานสืบทอดต่อกันมามากมาย และเพื่อให้ทุกคนดู 2012 วันสิ้นโลก แบบได้อรรถรสยิ่งขึ้น ต่อไปนี้ คือ 5 ทฤษฎีว่าด้วย วันสิ้นโลก ที่เราเก็บมาฝากกัน

1.ทฤษฏีที่ได้รับการกล่าวขวัญและถูกอ้างอิงมากที่สุด (และเป็นไอเดียต้นคิดที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนังเรื่อง 2012 วันสิ้นโลก ด้วย) คือ คำทำนายของชนเผ่ามายันที่ว่า โลกจะถึงคราวดับสูญใน วันที่ 21 ธันวาคม 2012 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ด้วยชุดตัวเลข 212012 โดยวันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นสุดปฏิทินลอง เคาต์ (Long Count) หรือ ปฏิทินลำดับที่ 3 ของชาวมายัน ซึ่งเริ่มต้นในปี 3114 ก่อนคริสตกาล และจะดำเนินต่อเนื่องเป็น 13 รอบบักตุน (Baktun) กินเวลาทั้งสิ้นราว 5,126 ปี บวกลบออกมาแล้วก็ตรงกับปี 2012 พอดิบพอดี โดยคำทำนายได้ระบุเอาไว้ว่า ในวันนั้นโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารไล่เรียงตั้งแต่ ภัยธรรมชาติที่จะทำลายทุกสิ่ง ไปจนถึงสงครามอภิมหาโลกาวินาศ จนไม่มีมนุษย์คนไหนรอดชีวิต

2. นอกจากทฤษฎีวันสิ้นโลกของชนเผ่ามายันแล้ว ยังมีข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า จะเกิดพลังงานลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล โดยในเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด ในช่วงฤดูหนาวของ ปี 2012 นั้น ดวงอาทิตย์จะอยู่ระนาบเดียวกับใจกลางของทางข้างเผือก เป็นครั้งแรกในรอบ 2.6 หมื่นปี ซึ่งหมายความว่า พลังงานทุกประเภทจากใจกลางของทางช้างเผือก จะปะทะกับพลังงานทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นของโลกในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 เวลา 23.11 น. และสมมติว่า มีมนุษย์เหลือรอดบนโลก เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการกลายพันธุ์ของ ดีเอ็นเอ ซึ่งบางทีอาจจะทำให้ มนุษยชาติต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง!

3. มีข้อมูลทางธรณีวิทยาที่ชี้ว่า ปี 2012 คือปีที่ภูเขาไฟใต้น้ำ ครบกำหนดเวลา 7.4 หมื่นปีที่ต้องระเบิดตัวเอง โดยสัญญาณเตือนภัยครั้งล่าสุด คือเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มเมื่อปี 2004 ที่บอกให้ชาวโลกรู้ว่า โครงสร้างพื้นผิวโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว

4. มีนักวิทยาศาสตร์บางรายบอกว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกจะเป็นภัยคุกคามที่ย้อนกลับมาทำลาย ล้างมนุษยชาติเองในท้ายที่สุด โดยในบทความเรื่อง “วันสิ้นโลก” ของ ไมเคิล แฮนลอน ในเว็บไซต์เดลี เมล์ ระบุว่า วันสิ้นโลก ที่ เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากหายนะทั้งหลายตามคำทำนายใดๆ แต่มาจากภัยเงียบที่ก่อตัวมานาน ซึ่งมนุษย์ไม่เคยใส่ใจต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ และเป็นจุดกำเนิดของ เทคโนโลยีต่างๆ จนสามารถคิดค้นเครื่องจักร และหุ่นยนต์ที่มีศักยภาพทัดเทียมความเป็นมนุษย์ เข้าไปทุกที และจุดจบของโลกจะอุบัติขึ้นใน วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2065 โดยบรรดาหุ่นยนต์อันชาญฉลาดจะเริ่มเข้าควบคุมมนุษย์โลก ผู้คนทั้งหลายต้องขาดแคลนอาหาร ไร้ที่อยู่ และท้ายที่สุดในปี 2100 มนุษย์ต้องผันตัวเองกลับไปใช้ชีวิตในถ้ำอย่างในอดีต ขณะที่เมืองต่างๆ ก็ตกเป็นของเหล่าเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นเอง (เอ๊ะ! ทำไมคล้ายกับหนังเรื่อง คนเหล็ก จังเลย…ฮา)

5. ทฤษฎีแกนโลกเอียงของ ชาร์ล ฮาปกู้ด ที่เคยเสนอไว้ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 50 ว่าในอนาคตข้างหน้า แกนโลกจะเริ่มเปลี่ยนองศา ซึ่งจะส่งผลให้พื้นผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และจะทำให้เกิดภัยพิบัตินานาชนิดขึ้นทั้ง คลื่นยักษ์สึนามิ, แผ่นดินไหว, ภูเขาไฟระเบิด มีคนเคยอ้างด้วยว่า แม้แต่ อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ ยังเห็นด้วยกับทฤษฎีที่ว่านี้