Archive for November, 2009

อวตาร Avatar

November 26th, 2009

อวตาร Avatar จะนำผู้ชมไปสู่โลกใหม่ ที่เหนือล้ำเกินกว่าจินตนาการที่ผู้ชมจะคาดคิด เรื่องราวของฮีโร่คนหนึ่งที่ไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะเป็นมหาบุรุษ เขาออกเดินทางเพื่อไถ่บาปที่ค้างคาอยู่ในจิตใจของเขา และได้ค้นพบตัวเอง และเผอิญได้ไปเป็นฮีโร่ที่ช่วยกอบกู้สงครามอารยธรรม ของชาวเผ่าพื้นเมือง บนดวงดาวนั้นแทน

ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในความคิดของ เจมส์ คาเมรอน มาตั้งแต่ 14 ปีที่แล้ว แต่ในตอนนั้น คาเมรอนรู้ดีว่าด้วยเทคโนโลยีในสมัยนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ตาม จินตนาการของเขาได้

หลังจากใช้เวลา 4 ปีที่ผ่านมาในการเตรียมงานสร้าง ทำให้เขาเชื่อว่า อวตาร จะบันดาลความอัศจรรย์มิติใหม่ให้แก่โลกภาพยนตร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเทคนิคที่เขาทุ่มเทคิดค้น สามารถบอกได้เลยว่าเป็นการปฏิวัติทางเทคโนโลยี ครั้งยิ่งใหญ่แห่งวงการ มันสามารถเนรมิตให้ความรู้สึกว่าฟิล์มนั้นหายไปแล้วได้สิ่งที่ทดแทนมาคือ อารมณ์ร่วมเสมือนหนึ่งว่าผู้ชมได้เข้าไปเป็นตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ และได้ร่วมผจญภัยไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งเรื่อง

อวตาร Avatar  จะเปิดฉายในเมืองไทย 17 ธันวาคมนี้ ก่อนอเมริกา


2012 วันสิ้นโลก

November 26th, 2009

2012 วันสิ้นโลก

จากตัวอย่างหนังที่ดูแล้วถึงกับ “ขนลุก” ในความยิ่งใหญ่ และสมจริงของฉาก “หายนะ” ที่ได้ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่ไปเรียบร้อย เชื่อเหลือเกินว่า 2012 จะต้องเป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่หลายๆ คนรอคอยอย่างแน่นอน แต่สำหรับใครที่ยังสงสัยว่า “วันสิ้นโลก” จะเกิดขึ้นจริงตามคำทำนายหรือเปล่า? และถ้าเกิดขึ้นจริง โลกจะพบกับจุดจบอย่างไร? อยากรู้ไปดูกันเลย…

ที่ผ่านมามีคำทำนาย และทฤษฎีต่างๆ ที่ว่าด้วยการ ดับสลายของโลก เล่าขานสืบทอดต่อกันมามากมาย และเพื่อให้ทุกคนดู 2012 วันสิ้นโลก แบบได้อรรถรสยิ่งขึ้น ต่อไปนี้ คือ 5 ทฤษฎีว่าด้วย วันสิ้นโลก ที่เราเก็บมาฝากกัน

1.ทฤษฏีที่ได้รับการกล่าวขวัญและถูกอ้างอิงมากที่สุด (และเป็นไอเดียต้นคิดที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนังเรื่อง 2012 วันสิ้นโลก ด้วย) คือ คำทำนายของชนเผ่ามายันที่ว่า โลกจะถึงคราวดับสูญใน วันที่ 21 ธันวาคม 2012 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ด้วยชุดตัวเลข 212012 โดยวันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นสุดปฏิทินลอง เคาต์ (Long Count) หรือ ปฏิทินลำดับที่ 3 ของชาวมายัน ซึ่งเริ่มต้นในปี 3114 ก่อนคริสตกาล และจะดำเนินต่อเนื่องเป็น 13 รอบบักตุน (Baktun) กินเวลาทั้งสิ้นราว 5,126 ปี บวกลบออกมาแล้วก็ตรงกับปี 2012 พอดิบพอดี โดยคำทำนายได้ระบุเอาไว้ว่า ในวันนั้นโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารไล่เรียงตั้งแต่ ภัยธรรมชาติที่จะทำลายทุกสิ่ง ไปจนถึงสงครามอภิมหาโลกาวินาศ จนไม่มีมนุษย์คนไหนรอดชีวิต

2. นอกจากทฤษฎีวันสิ้นโลกของชนเผ่ามายันแล้ว ยังมีข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า จะเกิดพลังงานลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล โดยในเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด ในช่วงฤดูหนาวของ ปี 2012 นั้น ดวงอาทิตย์จะอยู่ระนาบเดียวกับใจกลางของทางข้างเผือก เป็นครั้งแรกในรอบ 2.6 หมื่นปี ซึ่งหมายความว่า พลังงานทุกประเภทจากใจกลางของทางช้างเผือก จะปะทะกับพลังงานทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นของโลกในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 เวลา 23.11 น. และสมมติว่า มีมนุษย์เหลือรอดบนโลก เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการกลายพันธุ์ของ ดีเอ็นเอ ซึ่งบางทีอาจจะทำให้ มนุษยชาติต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง!

3. มีข้อมูลทางธรณีวิทยาที่ชี้ว่า ปี 2012 คือปีที่ภูเขาไฟใต้น้ำ ครบกำหนดเวลา 7.4 หมื่นปีที่ต้องระเบิดตัวเอง โดยสัญญาณเตือนภัยครั้งล่าสุด คือเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มเมื่อปี 2004 ที่บอกให้ชาวโลกรู้ว่า โครงสร้างพื้นผิวโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว

4. มีนักวิทยาศาสตร์บางรายบอกว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกจะเป็นภัยคุกคามที่ย้อนกลับมาทำลาย ล้างมนุษยชาติเองในท้ายที่สุด โดยในบทความเรื่อง “วันสิ้นโลก” ของ ไมเคิล แฮนลอน ในเว็บไซต์เดลี เมล์ ระบุว่า วันสิ้นโลก ที่ เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากหายนะทั้งหลายตามคำทำนายใดๆ แต่มาจากภัยเงียบที่ก่อตัวมานาน ซึ่งมนุษย์ไม่เคยใส่ใจต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ และเป็นจุดกำเนิดของ เทคโนโลยีต่างๆ จนสามารถคิดค้นเครื่องจักร และหุ่นยนต์ที่มีศักยภาพทัดเทียมความเป็นมนุษย์ เข้าไปทุกที และจุดจบของโลกจะอุบัติขึ้นใน วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2065 โดยบรรดาหุ่นยนต์อันชาญฉลาดจะเริ่มเข้าควบคุมมนุษย์โลก ผู้คนทั้งหลายต้องขาดแคลนอาหาร ไร้ที่อยู่ และท้ายที่สุดในปี 2100 มนุษย์ต้องผันตัวเองกลับไปใช้ชีวิตในถ้ำอย่างในอดีต ขณะที่เมืองต่างๆ ก็ตกเป็นของเหล่าเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นเอง (เอ๊ะ! ทำไมคล้ายกับหนังเรื่อง คนเหล็ก จังเลย…ฮา)

5. ทฤษฎีแกนโลกเอียงของ ชาร์ล ฮาปกู้ด ที่เคยเสนอไว้ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 50 ว่าในอนาคตข้างหน้า แกนโลกจะเริ่มเปลี่ยนองศา ซึ่งจะส่งผลให้พื้นผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และจะทำให้เกิดภัยพิบัตินานาชนิดขึ้นทั้ง คลื่นยักษ์สึนามิ, แผ่นดินไหว, ภูเขาไฟระเบิด มีคนเคยอ้างด้วยว่า แม้แต่ อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ ยังเห็นด้วยกับทฤษฎีที่ว่านี้

มหาลัยสยองขวัญ

November 1st, 2009

มหาลัยสยองขวัญ

มหาลัยสยองขวัญ

เรื่องย่อ
หมวย นักศึกษาสาว ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมในการฝึกงาน โดยตัดสินใจเลือกที่จะเข้ามากรุงเทพและทำงานกับมูลนิธิกู้ภัย กลับต้องเจอเรื่องผวาสั่นประสาทตั้งแต่ คืนแรกในการปฏิบัติงาน เมื่อเธอได้รับแจ้งเหตุให้ไปในมหาลัยฯแห่งหนึ่ง เมื่อหนุ่มสาวสุดซ่าอยากลองดีกับศาลในตำนานที่ไม่มีใครกล้าหือ จนเกิดเรื่องราวไม่คาดฝัน เพราะนั่นคือ ศาลในห้องน้ำหญิง ที่ได้รับการดูแลอย่างดีแต่ไม่มีใครย่างกรายเข้าใกล้ เพราะในห้องน้ำมีศาลตั้งอยู่ บางคนว่าเป็นศาลนางไม้ บางคนว่าเป็นศาลของนักศึกษาหญิงที่ผูกคอตาย….

ในคืนนั้นเองหมวยยังมีโอกาสช่วย นกน้อย นักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่ถูกรุ่นพี่เหม็นขี้หน้า ข้อหาไม่ยอมทำตามคำสั่ง เลยถูกกลั่นแกล้งให้ไปติดอยู่ในลิฟท์สุดเฮี้ยนเพียงลำพัง ลิฟท์ที่มีนักศึกษาถูกยิงกราดก็ไม่สามารถล้างคราบเลือดสีแดงออกได้ จึงต้องทาสีทั้ง ลิฟท์เป็นสีแดง ทั้งหมด มักมีคนได้ยินเสียงเคาะจากในลิฟท์ แต่เมื่อลิฟท์เปิดกลับไม่พบใครอยู่ บางครั้งเมื่อเข้าลิฟท์คนเดียวไม่นานก็พบว่ามีคนมากมายมายืนเป็นเพื่อนด้วย…

เพียงวันถัดไปเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นอีกเมื่อ ทีมกู้ภัยของหมวย จำ เป็นต้องส่งศพหญิงสาวนิรนามที่ถูกฆ่าตายแล้วถูกโยนศพลงน้ำ ไปที่ ร.พ. ที่ใกล้ที่สุด นักศึกษาแพทย์ที่ฝันอยากจะเป็นทันตแพทย์มือหนึ่งที่กลัวผีจนขึ้นสมอง ถูกอาจารย์มอบหมายให้มาเฝ้าห้องดับจิต และคืนนั้นเขาจะต้องเฝ้าศพหญิงสาวนิรนามที่ถูกฆ่าตายอย่างทารุณเพียงคน เดียว….

เรื่องราวสุดผวายังคงวนเวียนอยู่กับหมวย แต่คราว นี้มันกลับพุ่งเป้ามาที่คนใกล้ตัวของเธอ นั่นคือสา ซึ่งอยู่ในหอพักที่มีเรื่องเล่าสุดสยองของผีสาวรักเพื่อน ซึ่งทำให้หมวยได้พบกับความจริงที่เกิดขึ้น ความจริง…ที่เธอมิอาจลืม

The Ugly Truth

November 1st, 2009

ญ.หญิงรักด้วยใจ ช.ชายรักด้วย…

The Ugly Truth

เรื่องย่อ
แอ็บบี้ ริชเตอร์ (แคเธอรีน ไฮเกิล) โปรดิวเซอร์สาวสุดมั่นแห่งรายการทอล์คโชว์ยามเช้าผู้เพียบพร้อมด้วยความ สามารถในการแก้ปัญหาได้ทุกสถานการณ์ ยกเว้นเรื่องหัวใจ มีเหตุให้ได้มาร่วมงานกับไมค์ แชดเวย์ (เจอร์ราร์ด บัตเลอร์) ผู้สื่อข่าวพิเศษที่ถูกจ้างให้มากอบกู้เรตติ้งรายการของเธอที่กำลังตกฮวบ และด้วยนิสัยยียวนกวนโมโหของไมค์ ทำให้แอ็บบี้ ไม่ชอบขี้หน้าเขาอย่างมาก แต่เมื่อแอ็บบี้ ดันไปปิ๊งหนุ่มในสเปคคนหนึ่งเข้าให้ เธอจึงต้องขอความช่วยเหลือจากไมค์ เพราะต้องการรู้ความคิดอ่านของผู้ชาย จนกระทั่งไมค์ ตกลงปลงใจที่จะช่วยให้เธอประสบความสำเร็จในความรัก แต่หลังจากที่แอ็บบี้ ทดลองใช้ทฤษฎียั่วยวนเพศตรงข้ามของไมค์แล้ว ทั้งคู่ก็ได้เรียนรู้ถึงบางอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

เรื่องนี้ขอบอกว่าสนุกมากๆครับ ควรจะไปดูอย่างยิ่ง